Posts Tagged ‘พาแม่เที่ยว’
พาแม่เที่ยว..แช่น้ำแร่ที่วัดวังขนาย
กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ค่อนข้างยุ่งมาก ๆ กับภารกิจต่าง ๆ เอาหละ คราวนี้มาแนะนำโปรแกรมพาแม่เที่ยวกันอีกดีหว่า “ สิงหาพาแม่เที่ยว “ โปรแกรมนี้ ช่วยแก้ปวดแก้เมื่อย ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก แถมยังมีผิวพรรณผ่องใส นุ่มนวลอีกด้วย ….แหะ …แหะ .. ไม่ได้มาโฆษณาขายเครื่องสำอางใด ๆ แต่ เป็นการแช่น้ำแร่ ที่บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ ที่ไหนนะเหรอ ก็บ่อน้ำแร่วัดวังขนาย จังหวัดกาญจนบุรี นั่นเอง ![]()
![]()

โปรแกรมนี้ สุดยอดเลยแหละ เพราะว่า แม่ชอบมาก ว่าแต่ว่า แช่น้ำแร่ธรรมชาติ ที่วัดวังขนาย จะเป็นยังไง ก็ต้องตามไปดูกันสักนิดนึง
พูดถึงชื่อว่า วังขนาย ก็ทำให้นึกถึงน้ำตาลทรายขึ้นมาก่อนนั่นแหละ แต่ว่า วัดวังขนาย อยู่ตรงไหนของกาญจนบุรีกันหนอ ไม่เคยไปกับเที่ยวกาญจนบุรีกับเขาสักกะที ซึ่งนี่ก็คือปัญหาหนึ่งของการเดินทางด้วยตัวเอง เพราะไม่รู้ว่า จะไปยังไง เข้าไปดูที่กูเกิล ก็ไม่แน่ใจ ได้แต่เห็นเป็นเส้นทางใหญ่ ๆ จากดาวเทียม จะว่าไปก็ยังดี ..ดีกว่าไม่มีอะไรให้ดู เน้อะ มองโลกในแง่ดี ชีวีมีสุข ถ้างั้น งานนี้ มีแผนที่วัดวังขนายมาให้ดู มาคลิ๊กดูที่แผนที่ด้านล่างนี้ได้เลย ถ้าจะพิมพ์ก็โหลดได้เลยจ้า
เส้นทางที่ไปบ่อน้ำพุร้อนที่วัดวังขนาย ไปได้หลายเส้นทาง แต่วันนี้ออกเดินทางจากกรุงเทพใช้เส้นพุทธมณฑลมุ่งหน้าออกไปทางนครปฐม ขับตรงยาว ไปสักพักนึก จะเห็นป้ายบอกทางให้ไปทางบ้านโป่ง ราชบุรี เราก็ขับรถไปทางบ้านโป่งนั่นแหละ ขับตรงยาวไปอย่างเดียว ไม่ต้องไปเลี้ยวเข้าเมืองที่ไหน

ขับขึ้นสะพานข้ามแยกไป ต้องขับตรงไปนะ ดูป้ายที่เขาบอกให้ไปทางกาญจนบุรี พอลงสะพานข้ามแยกนี้แล้ว ขับไปอีกนิด จะพบสี่แยก ให้เราเลี้ยวขวาเพื่อไปทางกาญจนบุรี หลังจากนั้นก็ขับตรงไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็เข้าเขตจังหวัดกาญจนบุรี ( เห็นมั๊ย ไม่ไกลเลย มาก็มาถึงเมืองกาญจน์แล้ว ) ขับตรงมาได้เลย รับรองไม่หลง ผ่านลูกแก ท่ามะกา มุ่งหน้าท่าเรือ หรือขับมาตามถนนแสงชูโตนั่นเอง จนมาถึงสามแยกใหญ่ ให้ชิดซ้ายไปทางท่าเรือ ขับตรงยาวมาเรื่อย ๆ จะเข้าสู่เขตตลาดท่าเรือ ให้ขับตรงยาว มาได้เลย แถวนี้จะมีโรงงานวุ้นเส้นท่าเรือที่มีชื่อเสียงอยู่ทางด้านซ้ายมือ สามารถจอดรถเข้าไปซื้อของกิน-ของฝากได้ตามอัธยาศัย เมื่อขับมาเรื่อย ๆ จะผ่านโรงงานกระดาษสยามคราฟท์ สาขาวังศาลา ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ เอาหละใกล้ถึงแล้วนะ ….ขับ ตรงมาอีกไม่นาน จะพบวัดวังขนายอยู่ทางขวามือ ก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถได้เลย อยากบอกว่า มาง่าย ไปสะดวก จริง ๆ แล้วก็ถึงเป้าหมายในที่สุด

เมื่อมาถึงวัดวังขนายแล้วอย่างแรกก็ต้องไปไหว้พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่วัดกันก่อน วันที่ไปไม่ใช่วันเสาร์-อาทิตย์ ผู้คนก็เลยน้อยไปนิด แต่ก็สะดวกกับคณะของเรา ไปถึงก็ไปจุดธูปเทียน ถวายดอกไม้ ปิดทอง บูชาพระ หลวงพ่อสรรเพชญ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด ก่อนที่เราจะไปแช่น้ำแร่ที่บ่อน้ำพุร้อนนั้น เราก็ไปทำบุญเพื่อรับน้ำตื่มเพื่อใช้ในขณะที่แช่น้ำร้อน อ๊ะ อ๊ะ สงสัยมั๊ยว่าทำไม…….
ส่วนของบ่อน้ำแร่ หรือน้ำพุร้อนนั้นจะอยู่ทางด้านหน้าวัด ใกล้ ๆ ลานจอดรถนั่นแหละ แต่เราเดินไปไหว้พระก่อน หลังจากนั้น ก็เดินกลับมาบริเวณที่เป็นบ่อน้ำแร่ ซึ่งจะมีการแยกไว้ ระหว่าง ชาย กับ หญิง และ เด็ก ๆ ไว้เป็นสัดส่วน เข้ามาก็จะเห็นส่วนของที่นั่งพัก สำหรับแช่ขา อยู่หลายบ่อ เมื่อเดินเข้ามาด้านในจะมีส่วนที่ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนที่จะลงไปแช่น้ำแร่ โดยมีอ๊อปชั่นอีก ว่า ต้องการแช่แบบนอนแช่ในอ่าง ( เหมือนอ่างอาบน้ำ ) หรือ ต้องการ นั่งหรือยืนแช่น้ำแร่ในถังแช่น้ำแร่ เป็นไงหละชอบแบบไหนก็เลือกเอา งานนี้ พาแม่กับป้าไปแช่น้ำแร่ครั้งแรก แม่กับป้า เขาเลือกแบบเป็นถังแช่ เพราะจะยืนก็ได้ นั่งก็ได้ ถ้าแบบอ่างแช่มันโจ่งแจ้งไป แบบว่า อาย…..
งานนี้ ต้อง Self service ช่วยเหลือตัวเองนิดนึงนะจ๊ะ เพราะการแช่น้ำแร่จากบ่อน้ำร้อนนั้น เราต้องใช้อุปกณ์พิเศษ ก็คือ ด้ามเหล็กข้ออ้อยที่ปลายจะกางออกสำหรับการเปิด-ปิดวาล์วน้ำร้อน เพื่อเพื่มหรือลดระดับน้ำแร่ที่เราต้องการใช้ ซึ่งทางวัดก็ไม่ได้จำกัดปริมาณน้ำที่จะใช้
แต่มีข้อแนะนำในการแช่น้ำร้อน ว่า ไม่ควรแช่เกินครั้งละ15 นาที ซึ่งต้องแบ่งออกเป็น 3 รอบ รอบ ละ 5 นาที แล้วขึ้นมานั่งพัก สัก 2-3 นาที เพื่อให้ร่างกายมีการพัก และ ปรับตัว
ตอนนี้ แหละที่ต้องให้มีการจิบน้ำ เพิ่ม เพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไปในขณะที่ไปแช่น้ำร้อน อ๊ะ..อ๊ะ… ถึงบางอ้อกันแล้วซิว่า ทำไมต้องมีน้ำดื่มไปด้วยในขณะที่แช่น้ำร้อน อันนี้สำคัญนะ หากมีโรคประจำตัว ควรได้รับการดูแลในขณะที่แช่น้ำร้อนตลอดเวลา ไม่ควรแช่ครั้งละนาน ๆ เพราะว่า ร่างกายจะมีการเสียเหงื่อและเหนื่อยหล้า ตอนที่ไปนั้น คนไม่ค่อยมาก มีมาเรื่อย ๆ ไม่ขาด ตอนแรกคิดว่า จะมีแต่ผู้สูงอายุ แต่ก็ไม่ใช่ เพราะเห็นสาว ๆ เขามาอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อน กันเป็นกลุ่ม ๆ ก็สนุกดี แช่น้ำร้อนกันแบบชาวบ้าน ไม่ต้องไปสปา เสียสตางค์กันแพง ๆ ด้วย กล่าวคือ ประโยชน์ของการอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน จะช่วยให้เลือดลมเดินดี สะดวก ผิวพรรณนุ่มนวล ทำให้ร่างกายกระชุ่ม กระชวย แข็งแรง
การอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนที่วัดวังขนาย ทางวัดไม่ได้เรียกเก็บเงินแต่ประการใด หากแต่เราต้องการช่วยบำรุงทางวัดก็สามารถบริจาคให้กับทางวัดเพื่อนำไปดูแลสถานที่บ่อน้ำร้อนนี้ เพื่อยังประโยชน์ต่อไปให้กับผู้อื่นอีกนาน ๆ ซึ่งทางวัดวังขนายก็มีโครงการสร้างโรงพยาบาล เราเองก็สามารถมีส่วนร่วมกับการสร้างกุศลในครั้งนี้ด้วย สรุปว่า นอกจากจะได้อาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อนแล้ว ร่างกายแข็งแรง แถมยังได้สร้างบุญอีกด้วย
ไปเมืองกาญจน์ทั้งทีก็หาที่เที่ยวกันต่อได้ เมืองกาญจน์ มีที่เทียวเยอะมาก แต่วันนี้ เวลามีจำกัด ต้องกลับกรุงเทพแล้ว คงแวะได้แค่โรงงานวุ้นเส้นท่าเรือ ซื้อขนม กลับบ้านเท่านั้น แต่แค่ไม่ได้แวะต่อเมืองกาญจน์ จะว่าไปเส้นนี้ ยังไปไหว้หลวงปู่หลิวประทับพญาเต่าเรือนที่กำแพงแสนได้อีกนะ แต่วันนี้จะกลับทางพระราม 2 งั้นขากลับก็ผ่านราชบุรี ขอแวะติ๊ดนึงก็แล้วกัน ทริปหน้า มาเล่าเรื่องกันต่อ เอาเป็นว่า สิงหานี้ มีโปรแกรมพาแม่เที่ยวบ้างรึยัง ถ้ายัง ลองสิงหา พาแม่แช่น้ำแร่กันดูมั๊ย
พาแม่เที่ยวสักการะหลวงปู่หลิวประทับพญาเต่าเรือนที่วัดไร่แตงทอง
หายไปนานเพราะช่วงนี้งานเยอะมาก วันนี้มีเวลาแล้ว ขอสักหน่อยก็แล้วกัน คราวนี้มีโปรแกรมพาแม่เที่ยวดีๆ มาแนะนำกันอีกแล้ว ใครเคยไปวัดไร่แตงทองบ้างเอ่ย บางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อวัดนี้มาก่อนเลย ก็เป็นไปได้ แต่ถ้าพูดถึง หลวงปู่หลิว เทพเจ้าพญาเต่าเรือน หละ พอจะคุ้นหูกันบ้างรึเปล่า ( มีแผนที่บอกทางด้านล่างด้วยนะ ) วัดไร่แตงทอง จัดว่า เป็น หนึ่งใน ไหว้พระ 9 วัด สายนครปฐม กาญจนบุรี ดังนั้นอยากเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ไปไหว้หลวงปู่หลิวกันมาก ๆ เพราะอะไรเหรอ
งั้นมาดูกันว่าทำไมทริปนี้มีดียังไง
ไฮไลท์ของการทริปนี้ คือ การได้ไปสักการะและลอดรูปเหมือนหลวงปู่หลิวประทับพญาเต่าเรือน ซึ่งมีความสูงถึง 8.5 เมตร
ได้ขอพร ขอโชคลาภ จากหลวงปู่หลิว และ พญาเต่าเรือน เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง และครอบครัวด้วย เพราะผู้คนต่างกันเชื่อกันว่า การได้ลอดใต้ท้องพญาเต่าเรือนนั้น จะทำให้มีอายุยืนเหมือนเต่า ร่างกายแข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกอย่างนึงก็คือจะไปหาวัตถุมงคลมาบูชาสักหน่อย เพราะว่าที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องวัตถุมงคลด้านพุทธคุณ เมตตามหานิยม ด้านค้าขายดียิ่งนัก
นอกจากนี้แล้ว ยังมีการบันทึกของเหตุมหัศจรรย์ 3 ประการ ในขณะที่มีการก่อสร้างรูปเหมือนหลวงปู่หลิวประทับพญาเต่าเรือนคือ
1.ในการสร้างฐานเพื่อประดิษฐานรูปหล่อ หลวงปู่หลิว ประทับพญาเต่าเรือนนั้น ช่างได้กำหนดขนาดของฐานให้ขาทั้ง ๔ วางอยู่บนแท่นพอดี แต่เมื่อยกหล่อ หลวงปู่หลิว ประทับพญาเต่าเรือน ปรากฏว่าขาหน้าด้านซ้ายยื่นเลยมาออกจากแทน จนกลายเป็นว่าใครมากราบไหว้จะต้องเอาศีรษะให้สัมผัสกับเท้า เหมือนกับว่าให้เหยียบเพื่อความเป็นสิริมงคล

2.เกิดดวงไฟสีเขียวปรากฏบนแท่นบริเวณขาด้านขวา ซึ่งในขณะที่เกิดนั้นมีกรรมการวัดและชาวบ้านเห็นด้วยตาหลายคน
3.เกิดจากงานก่อสร้างที่ไม่คิดมาก่อน กล่าวคือ หลวงปู่หลิว ประทับพญาเต่าเรือน องค์ใหญ่ สูง ๘.๕๐ เมตร ดูในวิหารว่าใหญ่แล้ว แต่จะใหญ่ยิ่งกว่าเมื่อดูผ่านประตูวิหาร และหากเดินถอยหลัง โดยมองผ่านประตูยิ่งเดินถอยหลังยิ่งไกลเท่าไร ขนาดของเต่าจะใหญ่ขึ้น จนหัวของเต่าใหญ่คับประตูวิหารเลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะความพอดีของหลวงปู่หลิว ประทับพญาเต่าเรือน กับบานประตูวิหาร

ทริปพาแม่เที่ยวครั้งนี้ อาจจะนั่งรถกันไปไกลสักนิด แต่ก็คุ้มค่า สาเหตุที่อยากไปที่วัดไร่แตงทองนี้ เพราะว่า มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก เรื่องของหลวงปู่หลิว เทพเจ้าพญาเต่าเรือน แล้วเกิดศรัทธาอยากไปที่วัดไร่แตงทอง และทำให้ทราบว่า เมื่อครั้งหลวงปู่หลิวยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นพระที่มีอภิญญา และมีเมตตาสูง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของลูกศิษย์ และพุทธสนิกชนทั่วทุกสารทิศ อีกทั้ง เมื่อสร้างรูปเหมือนหลวงปู่ประทับพญาเต่าเรือน แล้ว ก็มีผู้คนมาสักการบูชาและ แก้บนกันมากเมื่อสิ่งที่บนบานสัมฤทธิ์ผลดังที่ปรารถนา สิ่งที่นิยมมานำมาแก้บน นอกจาก ดอกไม้ ผลไม้ แล้วสิ่งที่แปลกไปกว่าที่อื่น ๆ ก็คือ ผักบุ้ง ที่มักจะนำมาถวายพญาเต่าเรือน นั่นเอง
ว่าแต่ว่า วัดไร่แตงทอง นั้นอยู่ที่ไหน ไปยังไง นั่นนะซิ ติ๊กต๊อก ติ๊กต่อก ไม่ต้องกังวลแล้วเพราะว่า มีข้อมูลว่า วัดไร่แตงทอง ตั้งอยู่ ตำบล ลูกนก อำเภอ กำแพงแสน จังหวัด นครปฐม มีหลายคน อาจจะสับสนว่า อยู่นครปฐม หรือ กาญจนบุรี กันแน่ ที่จริงแล้วต้องบอกว่า อยู่ในเขตนครปฐม ใกล้ ๆ แนวตะเข็บเขตของจังหวัดกาญจนบุรี พอคิดอยากจะไปก็นึกไม่ออก ว่า จะไปยังไง ก็ลองเข้าไปเสริชหา แผนที่วัดไร่แตงทอง ปรากฏว่า หาไม่เจอ ไม่ค่อยมีรายละเอียดชัดเจน เท่าไหร่นัก ก็เลยตั้งใจว่า ถ้าได้ไปไหว้หลวงปู่หลิว เมื่อไหร่ กลับมาแล้วจะทำแผนที่บอกทางให้ผู้ที่จะไปวัดไร่แตงทองได้สะดวก ไม่ต้องกลัวหลงทางกันอีกแล้ว แผนที่อยู่ตรงข้างล่างนี่เอง คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่กันได้เลย

วันที่ไปนั้นเลือกใช้เส้นทางด้านกำแพงแสน เพราะว่า บ้านอยู่ทางด้านกรุงเทพตะวันออก จะสะดวกใช้เส้นวงแหวนรอบนอก มุ่งหน้า ไปทางเส้นสุพรรณบุรี พอถึง แยกนพวงษ์ ก็เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าไปทางบางเลน ขับรถไปสักพัก ก็ถึงสามแยกไฟแดงใหญ่ที่จะเข้าตลาดบางเลน เราก็เลี้ยวขวา ขับรถไปอีกนิด จะเป็นสามแยกอีกครั้ง ให้เราเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าไปทาง กำแพงแสน แล้วก็ขับตรงยาวจนถึง สามแยกใหญ่อีกครั้ง ให้เลี้ยวขวา เพื่อเข้าแยกกำแพงแสน ขับไปอีกนิด จะเจอแยกใหญ่ เห็นป้ายโต ๆ บอกให้เลี้ยวซ้ายไป พนมทวน ก็เลี้ยวตรงนั้นเลย

สังเกตได้ว่า แยกนั้นคือ ม.เกษตร วิทยาเขต กำแพงแสนนั่นเอง ขับไปทางพนมทวนนั่นแหละ ผ่านทางรถไฟทุ่งบัว ประมาณ 16-17 กิโล ผ่านวัดนักบุญเปรโต ขับไปอีกสักนิด แถว ๆ ทุ่งลูกนก จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัด ไร่แตงทอง เหมือนในรูปนั่นแหละ

ไชโย….
ไม่หลงทางแน่นอน เลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยได้เลย ขับไปทางคดเคี้ยวเรื่อย ๆ แล้วก็จะถึงวัดไร่แตงทอง

อย่าลืมไปพิสูจน์ ที่ว่า ยิ่งไกล ยิ่งใหญ่ นะ ขากลับขอกลับด้าน กาญจนบุรี เพราะว่า จะแวะหาของอร่อยที่นครชัยศรี สักหน่อย บทความหน้า แฉลบแถวนครชัยศรี นิดนึงนะจ๊ะ
แวะมาดูค้างคาวแม่ไก่ที่วัดโพธิ์บางคล้า
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันมาแล้วจากฟาสฟูดส์ลอยน้ำขนาดใหญ่ของตลาดน้ำบางคล้า เราก็มุ่งหน้าไปยัง วัดโพธิ์บางคล้า ที่เขาร่ำลือกันว่า ที่นี่มีค้าวคาวแม่ไก่นับแสนตัว มาอาศัยอยู่ที่วัดนี้ เราเองก็ไม่เคยเห็นค้างคาวที่ว่าเนี่ยะ เคยดูแต่มนุษย์ค้างคาว หรือว่า BATMAN ซุปเปอร์ฮีโร่นั่นแหละ ได้ยินมานานแล้ว คำว่า ค้างคาวแม่ไก่ ตอนแรกก็งง ๆ ว่า ทำไม ค้างคาวถึงออกลูกเป็นไก่ มาได้ ฟังแล้วก็แปลกดี ที่จริง ค้างค้าวแม่ไก่ เป็นสายพันธ์หนึ่งของค้างคาวที่มีขนาดใหญ่มาก เค้าถึงได้ไปเปรียบเทียบกับขนาดของแม่ไก่ตัวอ้วน ๆ นั่นเอง ![]()

เป็นอันว่า เราออกมาจากตลาดน้ำบางคล้าแล้วขับย้อนออกมาทางที่จะกลับกรุงเทพ แล้วจะเห็นป้ายทางไปวัดโพธิ์ บางคล้า ไม่ต้องกลัวหลงทาง ไปตามป้ายนั่นแหละ นิดเดียวก็ถึงวัดแล้ว วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ พอจอดรถปั๊บ ก็มองหา ค้างคาวแม่ไก่ ปุ๊บ
เอ่……… อยู่ไหนหว่า ไม่เห็นเลย เห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ ๆ เต็มวัดเลย แล้ว ค้างคาวอยู่ไหน เล็งดี ๆ ……..โอ่ นั่นไง เห็นรึยัง ถ้ายังไม่เห็น คลิ๊กที่รูปเลย
แล้วจะได้เห็นหน้าตา ค้างคาวแม่ไก่ กันแบบ Close up ใกล้ ๆ กันไปเลย คลิ๊ก โลด !
ิ

ตัวใหญ่จริง ๆ เหมือนที่ใคร ๆ พูดกันว่า ที่บางคล้านี่ มีค้างคาวแม่ไก่นับแสน ที่วัดโพธิ์บางคล้า ก็น่าจะมาจากความเงียบสงบ และมีต้นไม้ใหญ่เต็มวัด สร้างความร่มรื่นให้แก่บรรดาค้าวคาวแม่ไก่เหล่านี้ สังเกตได้ว่า มีค้างคาวแม่ไก่เกาะตามกิ่งไม้เต็มไปหมด ห้อยหัวกันสลอน เอ๊ยไม่ใช่ ห้อยหัวกัน เต็มต้นไม้เลย ตอนแรกก็ดูน่ากลัวแต่ดูไปดูมาก็น่ารักดีเหมือนกัน
ค้างคาวแม่ไก่ เป็นค้างคาวสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก( แต่ถ้าค้างคาวที่เล็กทีสุดในโลก ต้องค้างคาวคุณกิตติ อันนี้ต้องไปดูที่ราชบุรีนะจ๊ะ ) ค้างคาวแม่ไก่ หน้าตาเหมือนสุนัขจิ้งจอกคือ มีดวงตาโต จมูกและใบหูเล็ก ขนสีน้ำตาลแกมแดง และมีเล็บที่แหลมคมสามารถเกาะกิ่งไม้ได้ มีปีกสีดำ บินได้เร็วและไกลเหมือนนก กางปีกกว้างประมาณ 3 ฟุต แม่ค้างคาวให้กำเนิดลูกได้ครั้งละ 1 ตัว ในเวลากลางวันจะอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่เกาะกิ่งไม้ห้อยหัวลงมา ยามพลบค่ำก็จะออกบินไปหากิน อาหารของค้างคาวจะเป็นพวกผลไม้และใบไม้อ่อน ปกติแล้วค้างคาวแม่ไก่จะกินผลไม้เป็นอาหาร แต่ที่ผ่านมา ก็ไม่เคยไปทำความเสียหายให้กับสวนผลไม้ของชาวบางคล้าเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลก หรือน่าจะเรียกได้ว่า Amazing Thailand
อีกที่หนึ่งของฉะเชิงเทราก็ว่าได้

ไหน ๆ เรามาถึงวัดโพธิ์บางคล้าแล้ว มาฟังเรื่องราวที่สำคัญของวัดนี้กันสักหน่อย เพราะว่าที่วัดโพธิ์บางคล้านี้ เป็นวัดเก่าแก่มีประวัติยาวนาน ว่ากันว่า สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ราวปี พ.ศ. 2310 -2315 ตามประวัติเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชหรือพระยากำแพงเพชรในสมัยนั้นทรงนำพลตีฝ่าข้าศึกมุ่งไปทางเมืองจันทบุรี เมื่อข้ามคลองท่าลาด มาถึงบริเวณปากน้ำเจ้าโล้ อำเภอบางคล้า แห่งนี้ ก็ทรงหยุดพักใต้ต้นพธิ์แห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลังจากการกอบกู้เอกราชได้สำเร็จแล้วทรงให้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณนี้แล้ว ให้ชื่อว่า “วัดโพธิ์”ซึ่งเป็นประดิษฐาน องค์หลวงพ่อโต ศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ด้วย ซึ่งนิยมเรียกกันคือ หลวงพ่อโตวัดโพธิ์บางคล้า

พาแม่เที่ยวฉะเชิงเทราคราวนี้ เที่ยวกันคุ้มจริง ๆ ไหว้พระ ขอพร กิน ช้อปกันให้สะใจ ขากลับกรุงเทพแล้วยังมีเวลาเหลือ แนะนำให้แวะซื้อของฝาก ที่ร้าน ตั้ง เซ่ง จั๊ว ขนมเปี๊ยะบางคล้า อีกนิด สังเกตด้านซ้ายมือ จะมีร้านของฝากใหญ่ ๆ แต่งร้านสวยดี ขนมเปี๊ยะเขาอร่อยดี ลองดูแล้วจะติดใจ เอาไว้รอบหน้าถ้ามาเที่ยวแปดริ้ว จะพาไปตลาดบ้านใหม่ แล้วก็วัดเล่งฮกยี่ หรือ วัดจีนประชาสโมสร ใจเย็น ๆ คราวหน้าไปเที่ยวด้วยกัน บอกแล้วไงว่า เมืองไทย ไม่ไปไม่รู้
พาแม่เที่ยวตลาดน้ำบางคล้า อิ่มอร่อยบนฟาสฟู้ดส์ลอยน้ำ
ตะลอนเที่ยวกันต่อ หลังจากไปไหว้พระพิฆเนศที่วัดสมานรัตนาราม และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลกันไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ไปมุ่งหน้าไปบางคล้ากันดีกว่า พาแม่เที่ยวบางคล้ารอบนี้ไปหาของกินพื้นบ้านที่ตลาดน้ำบางคล้า ซึ่งที่นี่ ท่าน นายกเทศมนตรี ได้จัดแพขนาดใหญ่ลอยริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงและมีบรรดาร้านค้าที่ลอยเรืออยู่รอบแพให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่นักท่องเที่ยว ( และผู้ที่ชื่นชอบการกิน ) แต่ว่าวันที่ไป น้ำลดมาก ทำให้เห็นเรืออยู่บนดินซะอย่างงั้นแหละ จริงๆ แล้ว ตลาดน้ำบางคล้าที่ว่า ดู ๆ ไปแล้วเหมือนฟาสฟู้ดลอยน้ำ ริมบางปะกง นั่นแหละ ด้านซ้ายก็น่ากิน ด้านขวาก็น่ากิน น่ากินไปหมดเลย ![]()

อาหารที่ยั่วน้ำลายมีหลากหลาย ทั้งกุ้งเผา ปลาเผา หมึกย่าง หมูสเต๊ะ มีกุ้งสเต๊ะอีกต่างหาก ด้านโน่นก็ยังมีสารพัดยำ และที่พลาดไม่ได้ก็คือ ส้มตำ นั่นเองนอกจากนี้ยังมี ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอดทอด และอื่น ๆ อีกมากมายต่างก็เชิญชวนให้เราลิ้มลอง อย่างไม่รู้อิ่ม บรรยายไม่ถูกเลย แบบว่า มันน่ากินไปหมดเลย พาแม่เที่ยวที่นี่ รับรองอิ่มอร่อยแน่นอน ![]()

การไปเที่ยวบางคล้า ก็ไม่ยาก ขับรถไปตามเส้น 304 หรือ พูดง่าย ๆ ว่า เมื่อออกมาจากวัดสมานรัตนาราม มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ ก็ให้เลี้ยวซ้าย ขับตรง ยาวไปเรื่อย ๆ จะมีป้ายบอกทางไปตลาดบางคล้า อยู่เป็นระยะ สังเกตุได้ว่า เมื่อถึงสี่แยก ใหญ่ หรือ สี่แยกบางคล้า ก็ให้เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง ขับตรง มุ่งหน้าสู่บางคล้า เมื่อสุดทางจะเป็นสามแยก ให้เราเลี้ยวขวา แล้ว ขับต่อไปอีกนิด ก็จะมีป้ายบอกทางเข้าตลาดน้ำบางคล้า อยู่ทางด้านซ้ายมือ ก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปนิดเดียว ก็จะถึงตลาดน้ำบางคล้า เย้…….. เวลาแห่งความอร่อย มาถึงแล้ว
ด้านหน้าของตลาดน้ำบางคล้า จะมีร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้าย่านบางคล้าเอาของมาขาย มีหลายอย่างที่สะดุดตา เช่น ข้าวตู ซึ่งเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยเห็นของจริงซักที คราวนี้มีโอกาสได้ลิ้มลอง เออ..ก็แปลกดี ขนมโบราณของไทย แว๊บไปเห็น ไอติมมะม่วง งั้น ลองจั๊กหน่อย เอ๊ะนั่นอะไร แถไปดูซักนิด อ๋อ นั่นคือ ทองม้วนนิ่ม หรือ ทองม้วนอ่อน ไงหละ ที่ตลาดน้ำบางคล้ายังมีบริการเรือนำเที่ยวรอบเกาะลัดฝั่งตรงกันข้ามกับตลาดน้ำอีกด้วย แต่คราวนี้ ไม่ได้ใช้บริการ เพราะเวลามีน้อย ตั้งใจว่า จะไปดูค้างคาวแม่ไก่ ที่วัดโพธิ์ ก่อนกลับบ้าน ไม่เคยเห็นค้างคาวตัวเป็น ๆ ซักที เคยเห็นแต่มนุษย์ค้างคาว BATMAN ในหนังไม่รู้ว่า หน้าตา จะเหมือนกันหรือเปล่าเนี่ยะ อยู่ไม่ไกลนี่เอง ไป… เราไปดูกัน ![]()

พาแม่เที่ยวไหว้พระพิฆเนศที่วัดสมานรัตนาราม
มีคนถามกันเยอะถึงเส้นทางการไปไหว้พระพิฆเนศปางเสวยสุขที่วัดสมานรัตนาราม ครั้งแรกเห็นป้ายบอกทางตอนขับรถไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธโสธร บอกได้เลยเป็นปางที่สวยงามมาก องค์ท่านเป็นสีชมพู น่าจะองค์ใหญ่มาก ก็ยังคิดว่าถ้ามีโอกาสจะไปไหว้พระพิฆเนศด้วย และแล้วด้วยบุญพาไปก็มีโอกาสไปไหว้พระพิฆเนศจนได้ ตามที่ได้เคยแนะนำสิงหาพาแม่เที่ยวฉะเชิงเทราไปแล้ว ก็มีพูดถึงวัดสมานรัตนาราม วัดที่มีองค์พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุขที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีขนาดความสูง 16 เมตร และความกว้าง 14 เมตร เนื้อชมพู ลักษณะนั่งกึ่งนอนตะแคงบนฐาน พระหัตถ์ซ้ายถืองาที่หัก พระหัตถ์ขวาถือดอกบัว โดยรอบฐานจะมีพระพิฆเนศทั้ง 32 ปาง ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง โดยมีถึง 3 อำเภอที่สามารถมองเห็นได้ คือ อำเภอเมือง อำเภอบางคล้า และอำเภอคลองเขื่อน
โอ๊ะโอ่…….แล้ววัดสมานรัตนารามที่ว่านี่อยู่ที่ไหนหว่า ไม่เคยคุ้นหูเลยนั่นนะซิ งั้นก็มาทำความรู้จักกันจั๊กนิด
วัดสมานรัตนาราม หรือวัดใหม่ขุนสมาน ตั้งอยู่อำเภอเมือง ของฉะเชิงเทรา ลักษณะที่ตั้งของวัด ถ้าไปส่องดูจาก Google earth จะเห็นได้ว่า เหมือนเป็นเกาะที่มีแม่น้ำบางปะกงล้อมรอบ ทางฮวงจุ้ยเขาเรียกว่า ถุงเงินถุงทอง ก็จัดว่าเป็นทำเลที่ดี
วันนี้ไม่ต้องกลัวหลงเพราะว่าเราพกแผนที่วัดสมานรัตนารามมาด้วย คลิ๊กขยายใหญ่ที่แผนที่ดูได้เลย ถึงไม่มีแผนที่วัด ก็ไม่หลงทางแน่นอน เพราะว่ามีป้ายบอกทางมาตลอดทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่หลงแน่นอน อันนี้ต้องขอชมทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ช่วยปักป้าย กระจายโดยทั่ว ขอยกนิ้วให้ เยี่ยมจริง สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านแผนที่ หรือ ว่าดูแผนที่ไม่ถนัด
เราก็มาเริ่มต้นกันที่ถนนที่แยกจากเส้นบางนา-ตราด มุ่งหน้าเข้าทางฉะเชิงเทรา ผ่านโตโยต้า บ้านโพธิ์ ( เส้นเดียวกับที่เราเคยที่แวะกินข้าวที่บ้านโพธิ์ริเวอร์ไซด์นั่นแหละ ) เลยไปอีกนิดจะเป็นสามแยกไฟแดงใหญ่ ก็ให้เลี้ยวซ้ายไปทางบางคล้าขับตรงยาวไปเลย เราก็ข้ามแม่น้ำบางปะกง แล้วก็ขับตรงยาวไปเลย ไม่ต้องกลัวหลง มีป้ายบอกทางอยู่ พอถึงเขื่อนทดน้ำบางปะกง ก็เลี้ยวเข้าซอยวัดจุกเฌอได้เลย ขับไปตามทาง เราก็จะข้ามสะพานแม่น้ำบางปะกงอีกครั้ง เพราะว่า ที่ตั้งของวัดสมานรัตนาราม เสมือนเกาะริมแม่น้ำบางปะกง ขับไปเรื่อย ๆ ก็จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดทางซ้ายมือ สังเกตว่าจะมีรูปปั้นยักษ์อยู่ที่ประตูทางเข้า เราก็ขับผ่านมาอีกนิด ทางจะเบี่ยงขวานิดหน่อย เลี้ยวไปตามทางอีกนิด เราก็จะเห็นองค์พระพิฆเนศปางนอนเสวยสุขอยู่เด่นเป็นสง่า ไม่รู้ว่าจะบรรยายอย่างไร ดูภาพเอาก็แล้วกัน
วันที่ไปนั้นคนเยอะมาก ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ที่แน่ ๆ คนไทยทั้งนั้น ก่อนอื่นเมื่อมาถึงที่วัดสมานรัตนาราม ก็ต้องไปนมัสการองค์พระประธานที่โบสถ์กันก่อน กราบพระขอพรกันตามสบาย ไม่ต้องเร่งรีบ พอไหว้พระเสร็จแล้ว ก็มาไหว้พระพิฆเนศขอพรจากท่านให้สำเร็จสมดังใจ ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาขอพรจากองค์ท่าน มีอยู่อย่างนึงที่สังเกตเห็น พวกนั้นเขาทำอะไรกันนะ มีร่มปัก 2 คัน คนนั้นยืนบนเก้าอี้ด้วย ที่เหลือยืนต่อแถวกันด้วย ทำอะไรหว่า ว่าแล้วไม่รอช้า งั้นเราเดินเข้าไปดูด้วยกัน ดูที่คลิบซิ
ถึงบางอ้อ แล้วหรือยัง ก็พวกเขามาขอพรองค์พระพิฆเนศ ด้วยการกระซิบฝากบอกท่านหนูมุสิกะ ผู้เป็นต้นห้องขององค์พระพิฆเนศ ให้ช่วยบอกท่านด้วยว่าเราขอพรอะไร คำขอพรขอพวกเราจะได้สัมฤทธิ์ผลสมดังใจ อย่าลืมติดสินบนท่านหนูทั้งสองด้วยนะ คำขอพรจะได้สำเร็จไวๆ เมื่อคำขอเป็นจริงแล้ว บางคนก็จะมาวิ่งรอบองค์พระพิฆเนศตามจำนวนรอบที่ได้บอกไว้ ก็เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล ซึ่งเราก็เอากับเขาด้วย เพราะเราร่วมด้วยช่วยกัน อ้อลืมบอกไป เขามีเคล็ดลับอีกอย่างในการขอพรว่า เวลาไปกระซิบบอกท่านหนูมุสิกะ ให้เราเอามืออีกข้างอ้อมไปปิดรูหูของท่านหนูอีกข้างด้วย ทั้งนี้เพราะป้องกันการฝากขอพรจะไม่เข้าหูซ้ายทะลุออกไปหูขวานั่นเอง
ที่วัดสมานรัตนารามยังมีห้องด้านล่างที่อยู่ใต้ฐานองค์พระพิฆเนศ ที่จัดไว้จัดแสดงวัตถุมงคลสำหรับผู้ที่ต้องการบูชาองค์พระพิฆเนศ ก็สามารถติดต่อทางวัดได้ที่นี่ และขออนุญาตประชาสัมพันธ์สักนิด สำหรับงานปิดทองฝังลูกนิมิต ของทางวัดจะการจัดงานในวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2554 ขอเชิญทุกท่านร่วมงานนี้ด้วย เร่งสะสมบุญกันไว้นะ จะได้มีความสุขกาย สบายใจ ทริปนี้มาเที่ยวกันได้ทั้งครอบครัว เพราะที่วัดจะมีป้ายบอกสิ่งศักดิ์สิทฺธิ์ของวัด เช่น หลวงพ่อโต หลวงพ่อองค์ดำ พระประธานปางลีลา และมีพิเศษอีกนิด สำหรับ พี่ๆ เพื่อน ๆ ผู้ชอบแสวงโชคลาภ แนะนำว่า ให้ไปขอโชคจากท่าน จระเข้โหราเทพารักษ์ เห็นพี่ ๆ แถวนั้นเล่าว่ามีคนโชคดีกันเยอะ…. ลองดู
คาดว่า เราคงต้องบรรจุการไหว้พระที่วัดสมานรัตนารามเอาไว้ในโปรแกรม ไหว้พระ 9 วัด ของฉะเชิงเทราไว้ด้วยแน่นอน รอบหน้าไปเที่ยวด้วยกันต่อ ไหน ๆ มาเส้นนี้แล้ว ก็เลยต่อไปหาของกินกันที่ตลาดน้ำบางคล้า แล้วก็เลยไปดูค้างคาวแม่ไก่กันดีกว่า แล้วท่านจะรู้ว่า เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ ว่าแต่จะไปด้วยกันหรือเปล่า


























